หายไปนานครับ  พอดีติดธุระต่างแดนนิดหน่อย กว่าจะกลับมาก็เล่นผมวุ่นวายไปหมด ผมล่ะคิดถึงบล็อกเหลือเกิน  แต่ไม่รู้จะอัพอะไรครับ  เอาเป็นว่าผมขอแนะนำสุดยอดไอดอลของผมล่ะกันครับ เค้าชื่อว่า Nick Vujicic

มนุษย์มหัศจรรย์ผู้เปี่ยมความสามารถแม้ไม่มีแขน ขา อย่างเรา

นิค วูจิซิค Nick Vujicic เป็นชาว ออสเตรเลีย เกิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2525 จากพ่อแม่ชาวเซอร์เบียซึ่งอุทิศตนให้คริสต์ศาสนา นิค วูจิซิคเกิดมาไม่มีแขนทั้งสองข้าง มีขาสั้นๆ ข้างเดียวที่มีนิ้วโป้งสองนิ้วเท่านั้น

แทนที่จะมัวหมกมุ่นสงสารตัวเอง หรือโกรธเกรี้ยวผู้คนรอบข้างด้วยเหตุผลต่างๆ นานาของ “ความไม่ยุติธรรม” (Why me?) เขากลับบอกพ่อแม่ว่าเขาอยากใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องการให้ใครมาดูแล หรือปฏิบัติต่อเขาอย่างพิเศษ — แล้วเขาก็ใช้ชีวิตปกติ ไปโรงเรียนสามัญเรียนร่วมกับเพื่อนที่มีร่างกายสมบูรณ์ ผู้คนต่างมองเขาอย่างประหลาดใจ โดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าสิ่งที่พวกเขาคิดกับความเป็นจริงนั้น เป็นคนละเรื่องเลย เขาเรียนจบทางบัญชี และปัจจุบันเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่เดินรอบโลก เพื่อพูดกับเด็ก-วัยรุ่นที่มีความคับข้องใจ ไม่พอใจ เป็นตัวอย่างที่มีชีวิต แสดงให้เห็นว่าที่แต่ละคนมีนั้น ยิ่งใหญ่ขนาดไหน จะทุกข์ร้อนอะไรนักหนา

(ขอบคุณสำหรับข้อมูลจากเว็ป mthai)

ผมได้ดูคลิปจาก youtube ตอนนึง  ซึ่งเกี่ยวกับ "การลุกขึ้นยืนเมื่อล้มลงในชีวิต"ครับ  ผมดูคลิปนี้ ผมร้องไห้ครับ  คิดว่า

"นิค  ไม่มีแม้แขนและขา ทำไมเค้าสามารถลุกขึ้นยืนได้อย่างสง่างาม คิดดีและทำแต่สิ่งดี ๆ  ผิดกับพวกที่มีแขนมีขา แต่กลับไม่เอาพวกนี้มาทำเป็นประโยชน์ บางคนก็ทำแต่เรื่องวุ่นวาย  ถึงตอนนี้ผมรู้สึกอายตัวเองครับ ที่มีอวัยวะครบ 32 ประการ แต่สู้ชายผู้เข้มแข็งคนนี้ไม่ได้เลย" 

และสำหรับใครที่สิ้นหวัง ไม่ว่าจะผิดหวัง ท้อแท้ ผมขอแนะนำให้ดูคลิปวีดีโอนิค อันนี้ครับ  ขอร้องให้ทุกคนดู

 

 

 


Nick Vujicic กำลังใจ ล้มแล้วอย่าท้อ ต้องลุกขึ้นสู้ต่อไป ดูแล้วเอาไปคิดนะ - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

ผมชอบตรงที่เค้าพูดว่า  " I will try 100 times to get up, and if I fail 100 times, if I fail and I give up, do you think I am gonna get up? NO!" 

ผมดูเสร็จ ผมร้องไห้เหมือนเด็กเลยครับ โดยเฉพาะตอนที่เค้าสามารถลุกขึ้นได้ด้วยศีรษะของเค้าเอง  ซึ้งมาก  นิคคนนี้สอนให้ผมรู้ว่า "การยอมแพ้ คือ ความล้มเหลวของทุกสิ่ง"  บางสิ่งเราไม่สามารถทำได้สำเร็จก็เพราะ เรายอมแพ้กับมันครับ  

แล้วคุณล่ะครับ "Are  you  going to finish  strong?"

edit @ 18 Jun 2009 20:55:46 by GoDDamm

edit @ 18 Jun 2009 21:03:33 by GoDDamm

ในที่สุดก็ได้เวลามาอัพเสียที  คราวนี้ก็เรื่องไร้สาระเหมือนเดิมครับ

เคยสังเกตมั๊ยเวลาทำอะไรเช้ยเชย เค้าจะเรียกกันว่า "บ้านนอก" แต่อันนี้ขำ ๆครับเพราะมันเป็นมุขตลกที่ฝืด ๆ

แต่เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้มันไม่"ฝืด"อย่างที่คิด  สำหรับ"เด็กบ้านนอก"อย่างผม

เรื่องมันมีอยู่ว่า.....มีคนที่ทำงานที่เดียวกะผมมันเกิดเป็น"เด็กกรุง"(แต่ถ้าย้อนต้นตระกูลของมัน มันก็คือ"บ้านนอก"เหมือนผม) แม่ง....คุยโวสารพัดครับ ว่าจบจากสถาบันมีชื่อ  กรูรวย เด็ก ๆมีผลงานอะไรบ้าง   เบลอๆๆ บลาๆๆ

ไอ้ลำพังผมอ่ะ ไม่อคติกะคนที่เกิดกรุงเทพหรอกครับ คนไทยด้วยกัน อีกอย่างคนนิสัยดีก็มีถมเถไป.....แต่ไอ้ห่าลากนี่สิมีอยู่วันนึงเข้ามาคุยกับผม ถามว่ามาจากจังหวัดอะไร  ครอบครัวทำอะไร เป็นยังไง จบจากไหน แบบว่าอยากรู้อยากเห็น ผมก็ตอบตามเป็นจริง ผมจบราม เกิดนครนายก  พ่อตายมีแม่เป็นคนขายไก่ย่าง......แล้วดูมันพูดดิ

"เด็กตจว.นี่เรียนรามเยอะเนอะ  พวกเด็กกรุงเทพนี่ส่วนมากได้เรียนแต่ที่ดี ๆ ไม่เหมือนเด็กตจว."

"ไอ้บัดซบเอ้ย......."  เมิงจะบอกว่าเด็กตจว.ไม่เก่งเหมือนเมิงดิ  ถึงบ้านกรูขายไก่ย่าง แถมทำนา แต่กรูก็ภูมิใจนะเว้ยที่เกิดมาแบบนี้  อย่างน้อยก็ไม่ได้เกิดเมืองกรุงอันแสนสวยหรูก็เถอะ  มาทำนาแข่งกะกรูมั๊ย  มาขี่ควายแข่งกันดิผมชนะเห็น ๆ

 "คนต่างจังหวัด มักไม่มีการศึกษา" นี่เป็นความคิดของคนส่วนใหญ่  ผมอยากให้มองเสียใหม่ แม้ว่าคนพวกนี้ทำอาชีพเกษตรกรก็ไม่ใช่ว่า เค้าจะไม่มีการศึกษา  ลองคิดดูสิครับ ถ้าเค้า"โง่" เค้าจะประกอบอาชีพที่ต้องดูแลชีวิตพวกพืช พวกสัตว์ ได้เชียวเหรอ.... อาจเป็นอาชีพที่คนมองข้าม แต่จริง ๆแล้ว ต้องมีความรับผิดชอบอย่างยิ่งเลยครับ

เด็กนักเรียนตจว.ส่วนมากไม่มีโอกาสดี ๆเหมือนเด็กกรุงเทพครับ  ผมบอกได้ เพราะผมก้เป็นหนึ่งในนั้น  บางคนก็เก่งก็ถูกให้ทุนไปเรียนที่เมืองหลวงกันหมด  แล้วก็ถูกดูดกลืนกลายเป็นคนที่นั่น  ถึงจะได้ดีแต่บางคน ก็ยังลืม"กำพืด"ของตัวเอง  สงสัยอายเนอะถ้าบอกว่าเป็น คนต่างจังหวัด

ย้อนมากรุงเทพอีกรอบ และขอพูดในฐานะคนต่างจังหวัดครับ  พวกคนตจว.อันที่จริงไม่ได้อยากมาเรียนที่นี่เท่าไหร่หรอกครับ  ต้องอดทนคิดถึงพ่อแม่  และบางทียังถูกมองว่ามาแย่งที่เรียนของเด็กกรุง  จริง ๆแล้วมหาลัยดี ๆมันมีสอนและมีให้เลือกเยอะต่างหาก  ถ้ามีมหาวิทยาลัยและสถานที่ศึกษาดี ๆที่บ้านเรา ก็คงไม่อดทนมาเรียนที่นี่หรอกครับ  ค่าหอก็แพง แถมอันตรายอีก

 

"คนบ้านนอก"เก่งครับ ผมบอกได้คำเดียว เพราะเค้าเอาตัวรอดได้ แม้ไม่ได้มี"ปริญญา"ประดับตัว แต่เค้ามี"ปัญญา"หากินครับ

แม้ผมจะจบ"ปริญญา"มีงานที่ดีทำในกทม.  แต่ผมก็ยัง"โง่"กว่าพ่อแม่ที่ทำนาที่ตจว.

"สวัสดีบ้านนอก"ครับ

 

 

 

ไหน ๆหาเรื่องอัพไม่ได้ ผมก็ขออัพเรื่องที่มีประโยชน์ดีกว่าครับ แม้ไม่ขึ้นhotแต่เผื่อคนหลงอ่าน

(จริง ๆแล้ว บล็อคนี้เป็นของน้องผม แต่ผมยึดมาอัพและเขียนเรื่องครับ)

tag นี้ได้มาจากคุณnancy

http://nongza.exteen.com/20081001/entry/page/3#lastcomment  เอนทรี่ดี ๆแก่คนที่กำลังมองหาความเป็นตัวตนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยครับ

Tag เรียน......อย่างคนมีกึ๋น

กติกา:

1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่

2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เรียน....อย่างคนมีกึ๋น"

<-- ใส่ชื่อคณะหรือเอกที่คุณเรียนลงไป

3. ตอบคำถาม 5 ข้อต่อไปนี้

- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?

- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?

- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?

- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ

- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??

4. พิมพ์ชื่อ Tags ให้ไปอยู่ในหมวดหมู่ของคณะตัวเอง

เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ

รวมถึงหมวดหมู่ Admission เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย

ได้เข้าไปเลือกอ่านได้ตามความสนใจ จากนั้นอย่าลืม.. ส่ง tag ต่อ

*ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่

- เรียนจบแล้วครับ คณะรัฐศาสตร์  เอกการทูต

 

*สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง

-เรียนด้านการทูต สิ่งที่สำคัญคือ ต้องมีพื้นฐานอังกฤษครับ ยิ่งมีความรู้มากยิ่งดี และการทูตไม่ใช่ว่าจะเน้นด้านภาษาอย่างเดียวนะครับ แต่เราต้องเรียนนโยบาย การเมือง องค์กร ของประเทศต่าง ๆด้วย ซึ่งก็คือต้องศึกษาเกี่ยวกับการเมืองของต่างประเทศนั่นแหล่ะครับ ถ้าจะให้ดีควรเรียนภาษาอื่นเพิ่มด้วย มีประวัติศาสตร์ด้วยครับ แต่เป็นประวัติศาสตร์เหตุการณ์โลกและการปกครองเสียมากกว่า

สรุป สิ่งที่เน้นในการเรียนการทูต คือ ภาษา และ การเมืองระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์การปกครอง แล้วก็ควบคู่กับกฏหมายนิดหน่อย แต่กฎหมายไม่เยอะมากครับ

*สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

-ใครที่มีความใฝ่ฝันอยากสอบเข้าทำงานข้าราชการ สาขาและคณะนี้ ค่อนข้างได้เปรียบครับ ไม่จำเป็นว่าจบการทูตแล้วจะได้สอบเข้าเป็นนักการทูตทุกคนนั้นไม่ใช่ ทุกคนสามารถเอาดีทางด้านอื่นได้ในสาขานี้ครับ อย่างเพื่อนผมเรียนด้วยกันมา เค้าก็ได้ดีด้าน logistic ครับ  การท่องเที่ยวก็ได้ครับ

ส่วนผมตอนนี้ทำอยู่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวครับ ประโยชน์ด้านนี้ก็คือ ถ้ามีโอกาสไปสัมผัสในต่างแดนคนที่เรียนคณะและสาขานี้จะเอาตัวรอดเก่ง และรู้ความเป็นอยู่วัฒนธรรมในต่างแดนครับ

มีงานค่อนข้างเลือกให้ทำเยอะ ข้าราชการก็ได้ อย่างอื่นที่เกี่ยวกับภาษาก็ได้ครับ

*บอกเคล็บลับในการเรียนสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา1ข้อ

-อดทนครับ และจงสนุกกับมัน ผมขอย้ำว่าถ้าใครไม่ชอบเรียนภาษากับประวัติศาสตร์เหตุการณ์โลกหรือพวกการปกครอง เรียนการทูตค่อนข้างลำบากครับ ที่สำคัญต้องทันโลก ทันข่าว ทั้งไทยและต่างประเทศ ยิ่งข่าวการเมืองยิ่งดีครับ เพราะคุณจะเข้าใจหลักการเมืองได้อย่างง่ายดายจากข่าวที่คุณศึกษามา ที่สำคัญ แล้วก็จงสนุกกับวิชาประวัติศาสตร์ครับ อย่างพวก สงครามเย็น  คอมมิวนิสต์ ฯลฯ แล้วมันจะไม่ยากเลยครับ แต่ผมขอให้เข้าใจเรื่องพวกนี้จริง ๆนะครับ  แล้วคุณเรียงเหตุการณ์พวกนั้นได้ รับรอง ผ่านฉลุย!!!

*อยากบอกน้อง ๆที่จะเลือกคณะนี้ว่า

- อย่าคาดหวังว่า จบการทูตแล้วจะได้เป็นนักการทูตครับ  แต่ให้เรียนเพราะใจรักครับ

ยิ่งคนรักประวัติศาสตร์  บ้าการเมือง ภาษาและสนใจศึกษาวัฒนธรรมต่างแดน  ผมแนะนำคณะและสาขานี้เลยครับ

 

 

แถมครับ ๆๆๆ วิชาแปลก ๆที่น้องๆ อาจต้องเจอในวิชาการทูต (ค้นคว้าก่อนเรียนจริงไม่เสียหายนะ)

- การแข่งขันอาวุธการควบคุมอาวุธและการลดอาวุธ <<<วิชานี้แจ่มมาก ๆ น้อง ๆจะได้รู้การก่อการร้ายและประวัติศาสตร์สงครามในวิชานี้แหล่ะ(ผมบ้าสงครามเลยเรียนวิชานี้)

-ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ<<<มีแทบทุกอย่างครับ การเมือง เหตุการณ์สำคัญ ๆ และองค์กรสำคัญระหว่างประเทศ

-นโยบายต่างประเทศของไทย<<<อันนี้น่าสนใจมากครับ แล้วจะรู้ว่ามีไทยองค์กรสำคัญและมีบทบาทต่อสังคมอย่างไร

 

 

edit @ 2 Oct 2008 16:51:23 by GoDDamm

edit @ 2 Oct 2008 16:53:14 by GoDDamm

edit @ 2 Oct 2008 17:10:03 by GoDDamm